Skip to main content
กลับหน้าสื่อ

กป.อพช.ออกแถลงการณ์ประณามเหตุเจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมหน้าสถานกงสุลจีนเชียงใหม่ ร้องสอบการใช้กำลังตำรวจ พร้อมชี้ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนโยงทุนจีน

กองเลขาฯ สมัชชาคนจน
9 กรกฎาคม 2569

“เมื่อผลกำไรเดินทางข้ามพรมแดนได้ ความรับผิดชอบก็ต้องเดินทางข้ามพรมแดนได้เช่นกัน”

กป.อพช.ออกแถลงการณ์ประณามเหตุเจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมหน้าสถานกงสุลจีนเชียงใหม่ ร้องสอบการใช้กำลังตำรวจ พร้อมชี้ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนโยงทุนจีน

วันนี้ (8 กรกฎาคม 2569) เวลา 10.00 น. คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) พร้อมประชาชนกว่า 30 คน ชุมนุมบริเวณหน้าสถานเอกอัครราชทูตจีน ถนนรัชดาภิเษก แสดงจุดยืนต่อเหตุการณ์ใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อผู้ชุมนุมบริเวณหน้าสถานกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมที่ยื่นหนังสือเรียกร้องเกี่ยวกับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 2 ราย ซึ่งสะท้อนการละเมิดสิทธิในการชุมนุมโดยสงบของประชาชน

กป.อพช.ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เพียงประเด็นการใช้ความรุนแรงของรัฐ แต่เชื่อมโยงกับปัญหาเชิงโครงสร้างจากกิจกรรมเหมืองแร่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเป็นต้นตอของการปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ สุขภาพ และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำ

แถลงการณ์ยังอ้างถึงข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ และรายงานของผู้เชี่ยวชาญพิเศษแห่งสหประชาชาติ ซึ่งระบุถึงความเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมเหมืองแร่หายากและเหมืองทองคำกับการปนเปื้อนของแม่น้ำ รวมถึงการลงทุนของบริษัทจีนในพื้นที่ดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลจีนแสดงความรับผิดชอบต่อผลกระทบข้ามพรมแดนที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการ Belt and Road Initiative (BRI)

นอกจากนี้ กป.อพช.ยังตั้งข้อสังเกตต่อรูปแบบการลงทุนที่ใช้โครงสร้างบริษัทนอมินีและโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่ซับซ้อน โดยระบุว่าควรได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง พร้อมยกตัวอย่างกรณีโครงการและอุตสาหกรรมหลายแห่งที่สังคมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบถึงผู้ได้รับประโยชน์และความรับผิดชอบต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน

ในส่วนของเหตุการณ์ชุมนุมที่จังหวัดเชียงใหม่นั้น กป.อพช.ระบุว่า การใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบได้รับการรับรองตามหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และเห็นว่ารัฐมีหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้ชุมนุมมากกว่าการใช้กำลังเข้าสลาย พร้อมเรียกร้องให้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในเหตุการณ์ดังกล่าว และดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องหากพบการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

พร้อมกันนี้ยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งตรวจสอบเครือข่ายการลงทุนที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน รวมทั้งผลักดันให้การลงทุนข้ามพรมแดนอยู่ภายใต้หลักความโปร่งใส การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน

กป.อพช.ระบุทิ้งท้ายว่า หากโครงการ BRI ต้องการได้รับการยอมรับในฐานะการพัฒนาที่ยั่งยืน ความรับผิดชอบต่อผลกระทบจากการลงทุนจะต้องดำเนินควบคู่ไปกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยย้ำว่า “เมื่อผลกำไรเดินทางข้ามพรมแดนได้ ความรับผิดชอบก็ต้องเดินทางข้ามพรมแดนได้เช่นกัน”

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน กล่าวถึงปัญหาการทำเหมืองแรร์เอิร์ธของนักลงทุนจีนในพม่าได้ส่งผลกระทบจากการที่ปล่อยสารเคมีจากเหมืองไหลลงสู่แม่น้ำกกและแม่น้ำสาขาที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านซึ่งต้องใช้น้ำจากแม่น้ำทำการเกษตรและยังเป็นแหล่งจับสัตว์น้ำเป็นอาหารของผู้คนตามแนวแม่น้ำดังกล่าว

นอกจากนั้นเลิศศักดิ์ยังได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่ผู้ชุมนุมที่ถูกทำร้ายร่างกายโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเขาเชื่อว่าการกระทำของตำรวจไทยมีการสั่งการมาจากผู้สั่งการ เพราะหากไม่มีการสั่งการเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่หน้างานคงไม่กระทำการเกินกว่าเหตุและเกินขอบเขตของกฎหมายชุมนุมเช่นนั้น สิ่งที่ตำรวจให้ทำภายใต้ระบบน้ำเงินทำเกินกว่าเหตุก็คือการใช้แผ่นเหล็กกั้นไม่เกินกว่าขอบเขตควบคุมตามกฎหมายชุมนุม

ทางด้านอัมรินทร์ สายจันทร์ นักกฎหมายจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) ยังอธิบายต่อว่า การชุมนุมที่เกิดขึ้นที่เชียงใหม่นั้นมีผู้ชุมนุมประมาณ 30 คนที่เดินทางไปไม่สามารถจะกระทำการกีดขวางเช่นนั้นได้ ถ้าทางตำรวจปล่อยให้ผู้ชุมนุมไปไปถึงได้โดยมีการจัดการพื้นที่ชุมนุมร่วมกันได้ความรุนแรงและการบาดเจ็บที่เกิดกับผู้ชุมนุมก็จะไม่เกิดขึ้นและเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นด้วย

“การชุมนุมสาธารณะเป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญและกติกาสากลระหว่างประเทศรับรองไว้ หลักการหนึ่งของการชุมนุมคือการที่จะต้องได้รับการยินยอมให้ไปชุมนุมในพื้นที่ที่เป้าหมายของการชุมนุมนั้นสามารถมองเห็นได้ จำเป็นที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องยินยอมให้ผู้ชุมนุมสื่อสารถึงเป้าหมายของผู้ชุมนุมได้” อัมรินทร์กล่าว

โดยได้ตั้งคำถามทิ้งท้ายว่าตำรวจใช้กฎหมายใดในการจัดการกับการชุมนุมของเครือข่ายดังกล่าวหรือเป็นปฏิบัติการตามคำสั่งของใครในการมาขัดขวางการชุมนุมครั้งนั้น

#สมัชชาคนจน#บทความ
แชร์: