Skip to main content
[highlight] เวทีรัฐไทยกับการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่ไม่เป็นธรรม
กลับหน้าสื่อ

[highlight] เวทีรัฐไทยกับการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่ไม่เป็นธรรม

กองเลขาฯ สมัชชาคนจน
17 มิถุนายน 2569

วันนี้ (5 มิถุนายน 2569) เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก เครือข่ายเพื่อความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ ได้จัดเวทีเพื่อพูดถึงการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่ไม่เป็นธรรม ผ่านร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ… ที่ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 3 ไปเมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาและอาจกำลังจะเข้าพิจารณารัฐสภาในอีกไม่กี่วันนี้

ทั้งนี้พ.ร.บ.โลกร้อนดังกล่าวดำเนินการหลังจากไทยภายใต้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงปารีสตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และแสดงเจตจำนงที่จะบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

อย่างไรก็ดีกฎหมายที่เขียนหน้าปกไว้อย่างสวยหรูว่าจะสร้าง ‘ความเป็นธรรมทางภูมิอากาศ’ แต่ไม่ได้มาจากความต้องการของประชาชน หรือหากพลิกดูเนื้อหาไส้ใน สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการเอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มทุน แต่โยนบาปและภาระทั้งหมดให้คนจน เกษตรกรรายย่อยต้องแบกรับ ซึ่งนี่กำลังเป็นกฎหมายฟอกเขียว ด้วยการใช้เทคนิคการประชาสัมพันธ์หรือการสร้างภาพลักษณ์ขององค์กร ผลิตภัณฑ์ หรือแม้กระทั่ง “กฎหมาย” ให้ดูเหมือนว่ามีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและลดโลกร้อน ทั้งที่ในความเป็นจริง พฤติกรรมหลักยังคงทำลายสิ่งแวดล้อม หรือไม่ได้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างแท้จริง เพื่อให้สังคมยอมรับและสามารถดำเนินธุรกิจที่ทำลายสิ่งแวดล้อมต่อไปได้โดยไม่ต้องแก้ไขที่ต้นตอ

ไพฑูรย์ สร้อยสด เลขาธิการสมัชชาคนจน กล่าวว่า ปัญหาโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเกษตรกรรายย่อยที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติในการทำมาหากิน ทั้งการทำนา ทำไร่ และทำสวน

ในอดีต เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตตามฤดูกาลได้ เพราะฝนฟ้าตกต้องตามเวลา แต่ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา สภาพอากาศมีความแปรปรวนมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีหลังที่เกิดทั้งความร้อนจัด ภัยแล้งยาวนาน และฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ ทำให้เกษตรกรสูญเสียผลผลิตและต้องลงทุนซ้ำหลายครั้ง เช่น การหว่านข้าวแล้วเจอฝนแล้งหรือฝนท่วมจนต้องหว่านใหม่ บางรายต้องปลูกซ้ำถึง 3 รอบในพื้นที่เดิม ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

ชาวสวนและผู้ปลูกผักก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน อากาศที่ร้อนจัดทำให้ต้องใช้น้ำมากขึ้น ต้นทุนค่าน้ำมันและค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันพืชหลายชนิดไม่ติดดอก ไม่ติดผล หรือให้ผลผลิตที่ไม่ได้คุณภาพ ผักใบเติบโตช้าลง ต้องใช้เวลานานกว่าจะเก็บเกี่ยวได้

สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงยังทำให้เกิดการระบาดของโรคพืชและแมลงศัตรูพืชที่รุนแรงและยาวนานขึ้น ทั้งเพลี้ยไฟ เชื้อรา โรคไวรัส และโรคใบไหม้ในนาข้าว ส่งผลให้เกษตรกรต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดการและใช้สารเคมีเพิ่มขึ้น ทั้งที่ในอดีตไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสิ่งเหล่านี้มากนัก

นอกจากนี้ เกษตรกรยังต้องเผชิญกับต้นทุนด้านสุขภาพจากการทำงานกลางแจ้งในสภาพอากาศร้อนจัด เสี่ยงต่อโรคลมแดด อ่อนเพลีย และการเจ็บป่วยจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ผลกระทบทั้งหมดนี้ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น รายได้ลดลง และต้องกู้ยืมเงินเพื่อดำรงการผลิต จนปัญหาหนี้สินกลายเป็นภาระที่ยากจะหลุดพ้น

พวกเราเห็นว่าเกษตรกรไม่ควรเป็นผู้แบกรับภาระจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เพราะภาคเกษตรของไทยมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงประมาณ 15% ขณะที่ภาคพลังงานและอุตสาหกรรมเป็นผู้ปล่อยก๊าซหลัก แต่กลับไม่ได้ถูกกำกับอย่างเข้มงวดเท่าที่ควร

เราจึงยืนยันว่า การแก้ไขปัญหาโลกร้อนต้องตั้งอยู่บนหลักความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น รัฐต้องออกกฎหมายและนโยบายที่เคารพสิทธิของเกษตรกร ชนเผ่าพื้นเมือง ชาวประมงชุมชน ผู้หญิง และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล

รัฐต้องมีมาตรการฟื้นฟู เยียวยา ชดเชย และชดใช้ความเสียหายอย่างเป็นธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในด้านที่ดิน การประกอบอาชีพ การดำรงชีวิต และความเสียหายอื่น ๆ

ท้ายที่สุด ความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศต้องคำนึงถึงคนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นต่อไป ทุกคนมีสิทธิที่จะมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีสภาพอากาศที่มั่นคง และมีโลกที่น่าอยู่อย่างยั่งยืน

อุทุมพร กำมะลวน ตัวแทนจากชุมชนปากน้ำท่าเคย จ.สุราษฎร์ธานีสะท้อนถึงความไม่เป็นธรรมที่ชุมชนได้รับจากนโยบายทวงคืนผืนป่าและโครงการด้านคาร์บอนเครดิตของภาครัฐ โดยชี้ว่าชาวบ้านซึ่งอาศัยและดูแลทรัพยากรธรรมชาติมาอย่างยาวนานกลับถูกคุกคาม ขับไล่ออกจากพื้นที่ และถูกจำกัดสิทธิในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่เป็นฐานชีวิตของตนเอง เพื่อเปิดทางให้พื้นที่ถูกนำไปใช้ในโครงการปลูกป่าหรือซื้อขายคาร์บอนเครดิตให้กับภาคอุตสาหกรรมและกลุ่มทุนรายใหญ่

อุทุมพรมองว่า ชุมชนไม่ได้เป็นผู้ก่อให้เกิดวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่กลับต้องเผชิญผลกระทบอย่างหนัก ทั้งน้ำป่าไหลหลาก น้ำทะเลหนุนสูง อากาศร้อนจัด ปัญหาฝุ่น PM2.5 การระบาดของโรค และความเสียหายทางการเกษตรจากโรคพืชและแมลงศัตรูพืชที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการดำรงชีวิตและการผลิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยเน้นว่าพื้นที่ป่าชายเลนที่ชุมชนดูแลอยู่แล้วมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องมีการปลูกป่าเพิ่มเติม และชาวบ้านทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลรักษาระบบนิเวศมาโดยตลอด ไม่ใช่ผู้ทำลายทรัพยากรหรือผู้ก่อมลพิษหลัก ดังนั้น ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการจัดการต้นตอของปัญหา คือการควบคุมและกำกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่และภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก มากกว่าการผลักภาระมายังชุมชนท้องถิ่น

สาระสำคัญของข้อเรียกร้องคือ การคุ้มครองสิทธิของชุมชนในการจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นฐานชีวิตของตนเอง พร้อมทั้งเรียกร้องความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อมและนโยบายสภาพภูมิอากาศที่ไม่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน ขณะที่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบกลับต้องสูญเสียทั้งที่ดิน วิถีชีวิต และความมั่นคงทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นทุกวัน

รัตนาภรณ์ แจ้งใจดี ตัวแทนจากเครือข่ายประมงพื้นบ้านอ่าวกุ้งสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นกับชุมชนชายฝั่งอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศทางทะเล ไม่ว่าจะเป็นหญ้าทะเลที่เน่าเปื่อยจากภาวะน้ำทะเลเป็นกรด การตายของสิ่งมีชีวิตในทะเล และการเกิดปะการังฟอกขาวในพื้นที่กว่า 500 ไร่ ส่งผลให้ชาวบ้าน โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็กที่เคยพึ่งพาทรัพยากรเหล่านี้ในการดำรงชีพ ไม่สามารถประกอบอาชีพเก็บหอยหรือหาของทะเลได้เหมือนเดิม รายได้เสริมที่เคยมีจากความอุดมสมบูรณ์ของทะเลจึงหายไป

อย่างไรก็ตาม เธอตั้งคำถามว่าภาระในการแก้ไขปัญหาโลกร้อนควรตกอยู่กับชุมชนท้องถิ่นเพียงฝ่ายเดียวหรือไม่ ในเมื่อชาวบ้านไม่ได้เป็นผู้ก่อปัญหาหลัก แต่กลับต้องแบกรับผลกระทบและถูกใช้พื้นที่ทรัพยากรของตนเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนให้กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทั้งทุนพลังงาน ทุนเหมืองแร่ และทุนผูกขาดอาหาร

รัตนาภรณ์ยกตัวอย่างกรณีป่าชายเลนในภูเก็ต ซึ่งชุมชนร่วมกันฟื้นฟูและดูแลมาอย่างยาวนาน โดยใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างยั่งยืน เช่น การตัดไม้เพื่อสร้างบ้านหรือคอกสัตว์ในระดับที่ไม่ทำลายระบบนิเวศ แต่เมื่อมีโครงการคาร์บอนเครดิตเข้ามา ชุมชนกลับถูกจำกัดสิทธิในการใช้ทรัพยากรที่เคยดูแล และสิทธิในคาร์บอนที่เกิดจากป่าชายเลนถูกโอนไปสู่บริษัทเอกชนผ่านข้อตกลงที่ชาวบ้านไม่ได้เป็นผู้กำหนด

เธอชี้ให้เห็นว่า ทรัพยากรส่วนรวมเป็นฐานชีวิตสำคัญของคนจนและชุมชนท้องถิ่นที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง การนำทรัพยากรเหล่านี้ไปผูกกับตลาดคาร์บอนจึงเป็นการลดทอนสิทธิของชุมชน และเพิ่มภาระค่าครองชีพให้กับผู้คนที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติในการดำรงชีวิต

ด้วยเหตุนี้ ชุมชนในภูเก็ตจึงประกาศจุดยืนคัดค้านโครงการคาร์บอนเครดิต โดยมองว่าเป็นกลไกที่สร้างความไม่เป็นธรรมทางสังคมและสิ่งแวดล้อม เพราะแทนที่จะให้ผู้ก่อมลพิษรายใหญ่รับผิดชอบ กลับผลักภาระและข้อจำกัดมาสู่ชุมชนท้องถิ่นที่เป็นผู้ดูแลทรัพยากรมาโดยตลอด

#สมัชชาคนจน#บทความ
แชร์: