Skip to main content
3 ทศวรรษเขื่อนปากมูล ความล้มเหลวที่ถูกกลบฝังจากหน้าประวัติศาสตร์ธนาคารโลก
กลับหน้าสื่อ

3 ทศวรรษเขื่อนปากมูล ความล้มเหลวที่ถูกกลบฝังจากหน้าประวัติศาสตร์ธนาคารโลก

กองเลขาฯ สมัชชาคนจน
15 มิถุนายน 2569

ความสัมพันธ์ตลอดระยะเวลา 77 ปีระหว่างรัฐไทยกับกลุ่มธนาคารโลก (World Bank) มักถูกนำเสนอผ่านเรื่องเล่าของการเติบโตทางเศรษฐกิจและตัวเลขความสำเร็จในภาพรวม ทว่าในมิติทางสังคมและการจัดการฐานทรัพยากร พ.ศ. 2534 นอกจากเป็นปีที่มีการจัดประชุมธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟในประเทศไทยเป็นครั้งแรกแล้ว ยังถือเป็นปีหมุดหมายสำคัญที่เผยให้เห็นถึงข้อจำกัดของแนวคิด สูตรสำเร็จเดียวใช้ทั่วโลก” (One-size-fits-all) ซึ่งแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์และการวางแผนจากส่วนกลางได้สร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนทั้งในเขตเมืองและภาคเกษตรกรรมอย่างมีนัยสำคัญ

ความน่าสนใจในเชิงประวัติศาสตร์นโยบายคือ บาดแผลเชิงโครงสร้างเหล่านี้มักไม่ได้รับการบันทึกและเผยแพร่ที่เป็นทางการของสถาบัน เช่น ในภาพอินโฟกราฟิกประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ “70 ปีธนาคารโลกในประเทศไทย ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของธนาคารโลกที่ระบุข้อมูลเขื่อนภูมิพลเป็นผลงานสำคัญ แต่กลับไม่มีการบรรจุชื่อหรือข้อมูลของโครงการเขื่อนปากมูลไว้แม้แต่น้อย หรือ ใน Multimedia Catalog ของธนาคารโลก ที่มีภาพเขื่อนภูมิพลพร้อมข้อมูลกำกับมากกว่า 70 ภาพ แต่ไม่มีภาพเขื่อนปากมูลแม้แต่ภาพเดียว การละเว้นโครงการที่มีข้อถกเถียงสูงเช่นนี้ ยิ่งทำให้การถอดบทเรียนจากข้อเท็จจริงในปี 2534 มีความจำเป็นต่อการทำความเข้าใจรากเหง้าปัญหาปากท้องของภาคประชาชน

ภาพอินโฟกราฟิกประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ “70 ปีธนาคารโลกในประเทศไทย” ที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์ธนาคารโลก

1. พลวัตเชิงนโยบายและประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวต่อสู้ (มีนาคม – กันยายน 2534)

ความขัดแย้งเชิงนโยบายจากโครงการเขื่อนปากมูลเริ่มปรากฏเป็นรูปธรรม ในท่ามกลางบริบททางการเมืองในปี พ.ศ. 2534 ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลและระบอบเผด็จการทหาร โดยมีการรัฐประหารและการประกาศใช้กฎอัยการศึกเพื่อควบคุมภาคประชาชน 

วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2534 เมื่อตัวแทนประชาชนผู้ได้รับผลกระทบได้เข้ายื่นจดหมายคัดค้านพร้อมรายชื่อราษฎรจำนวน 12,000 ราย ต่อผู้แทนธนาคารโลกประจำประเทศไทย ณ สำนักงานกรุงเทพฯ เพื่อชี้ให้เห็นว่าการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมขาดการมีส่วนร่วมและไม่สะท้อนข้อเท็จจริงในพื้นที่ ต่อมาในเดือนพฤษภาคมเจ้าหน้าที่รัฐได้สั่งห้ามประชาชนและนักศึกษาชุมนุมคัดค้านเขื่อนโดยอ้างว่าผิด “กฎอัยการศึก” รวมถึงมีการตั้งด่านกักเสบียงอาหารของชาวบ้านด้วย 

ชาวบ้าน 1,000 คน รวมตัวกันที่สะพานตุงลุง อ.โขงเจียม ห่างจากตัวเขื่อน 9 กม. เรียกร้องให้ กฟผ. เปิดเผยข้อมูลที่แท้จริง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ได้ตั้งด่านตรวจเพื่อกักเสบียงอาหารที่จะส่งมาให้ชาวบ้านและห้ามทุกคนผ่านด่าน

วันที่ กันยายน พ.ศ. 2534 ข้อมูลของภาคประชาชนได้รับการสนับสนุนจากองค์กรนักศึกษา69 องค์กรทั่วประเทศ ที่ได้ร่วมประชุมและออกแถลงการณ์ร่วมกันใน เรียกร้องให้มีการทบทวนโครงการ และในวันต่อมา กันยายน พ.ศ. 2534 ข้อถกเถียงนี้ถูกยกระดับสู่ฝ่ายบริหารระดับสูงเมื่อตัวแทนประชาชนยื่นหนังสือถึง นายลิวอิส ที. เพรสติน (Lewis T. Preston) ประธานธนาคารโลก เพื่อขอให้ระงับการพิจารณาสินเชื่อ โดยระบุว่าตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบที่ระบุในรายงานทางการว่ามีเพียง 248 ครอบครัวนั้น ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์และการศึกษาภายในที่พบว่ามีผู้ต้องโยกย้ายและสูญเสียอาชีพทางการประมงสูงกว่านั้นมาก เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการอดอาหารประท้วงของกลุ่มนักศึกษาและการรวมตัวหน้าสำนักงานธนาคารโลกเป็นเวลา 3 วัน

แรงกดดันทางข้อมูลส่งผลให้ในวันที่ 10-11 กันยายน พ.ศ. 2534 คณะกรรมการบริหารธนาคารโลกตัดสินใจเลื่อนการพิจารณาอนุมัติเงินกู้ออกไป และประกาศย้ำคำสั่งเลื่อนอีกครั้งในวันที่ 17 กันยายน เพื่อส่งสัญญาณว่าจะทำการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมในพื้นที่

7 กันยายน 2534 ชาวบ้านและนักศึกษาประท้วงหน้าสำนักงานธนาคารโลกประเทศไทย ให้พิจารณาระงับเงินกู้โครงการสร้างเขื่อนปากมูล

2. จังหวะเวลาทางการทูตและมุมมองที่แตกต่างของรัฐบาล

ในมุมมองเชิงวิเคราะห์นโยบาย การชะลอมติของคณะกรรมการธนาคารโลกในขณะนั้น สัมพันธ์อย่างยิ่งกับวาระที่ประเทศไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ณ กรุงเทพมหานคร ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2534 สถาบันการเงินระหว่างประเทศจำเป็นต้องบริหารจัดการจังหวะเวลาเพื่อไม่ให้ประเด็นความขัดแย้งในท้องถิ่นส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ภาพรวมของการประชุมระดับสากล

ขณะที่กลไกภายในประเทศยังคงดำเนินไปตามแนวทางของเทคโนแครตส่วนกลาง ในวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน ได้ให้สัมภาษณ์ว่าโครงการดังกล่าวมีผลกระทบเชิงระบบน้อย และมีประชาชนเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ยังไม่เข้าใจแนวนโยบาย ขณะที่หน่วยงานภาครัฐพยายามใช้พื้นที่สื่อชี้แจงเพื่อสร้างความชอบธรรมและยืนยันอย่างแข็งกร้าวจะดำเนินโครงการต่อไปโดยไม่รอข้อสรุปเรื่องเงินกู้ เหตุการณ์นี้ทำให้ตัวแทนนักศึกษาจากคณะกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม 16 สถาบัน (คอทส.) เข้ามอบ “ไม้ปั่นหู” ให้แก่รัฐบาลเพื่อสะท้อนคำวิพากษ์วิจารณ์ว่า ภาครัฐเลือกรับฟังข้อมูลทางเทคนิคจากหน่วยงานเจ้าของโครงการเพียงด้านเดียว

3. พื้นที่เผชิญหน้าทางข้อมูล: จากศูนย์สิริกิติ์สู่แก่งสะพือ (ตุลาคม 2534)

เมื่อการประชุมใหญ่เริ่มต้นขึ้นในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2534 ข้อจำกัดของการพัฒนาจากบนลงล่างได้แสดงผลในสองพื้นที่พร้อมกัน ในเมืองหลวง ชุมชนแออัด สลัมไผ่สิงโต ที่ตั้งอยู่บริเวณรอบศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ถูกบังคับโยกย้ายและจัดระเบียบเพื่อวัตถุประสงค์ด้านภาพลักษณ์ทางภูมิทัศน์ สะท้อนถึงการจัดการเมืองที่ไม่ได้คำนึงถึงสิทธิในที่อยู่อาศัยของคนจนเมือง

ขณะเดียวกัน ประเด็นความมั่นคงทางอาหารและวิถีชีวิตลุ่มน้ำมูนกลายเป็นหัวข้อที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในเวทีคู่ขนานของการประชุมใหญ่ โดยในช่วงวันที่ 14-17 ตุลาคม พ.ศ. 2534 ตัวแทน ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการเขื่อนปากมูล เข้าประชุมร่วมกับผู้แทนจากธนาคารโลก ที่ห้องประชุมศูนย์สารนิเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตีแผ่ข้อมูลผลกระทบต่อระบบนิเวศและพันธุ์ปลาท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนต่างประเทศ

14-17 ต.ค. 2534 – ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการเขื่อนปากมูล เข้าประชุมร่วมกับผู้แทนจากธนาคารโลก 
ณ ห้องประชุมศูนย์สารนิเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

สถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การเดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะผู้บริหารธนาคารโลก แม้ว่ากระบวนการนำทางของเจ้าหน้าที่ภาครัฐจะพยายามจำกัดการเข้าถึงข้อมูลและจัดฉากให้รับฟังการบรรยายสรุปเฉพาะในพื้นที่ปิด แต่ผู้แทนธนาคารโลกจากกลุ่มประเทศซีกโลกตะวันตก (เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเยอรมนี) ได้เลือกที่จะแยกตัวออกมารับฟังข้อเท็จจริงจากประชาชนโดยตรงจำนวนกว่า 600 คน ที่รวมตัวกัน ณ แก่งสะพือ และในวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2534 ผู้แทนจาก 10 ประเทศได้ลงพื้นที่ซ้ำเพื่อรับฟังข้อมูลรอบด้าน ซึ่งตัวแทนจากสหรัฐอเมริกาได้แสดงท่าทีท้วงติงและไม่เห็นด้วยกับการอนุมัติเงินกู้ภายใต้เงื่อนไขที่ขาดการยอมรับจากชุมชน

18 ตุลาคม พ.ศ. 2534 คณะผู้แทนจากธนาคารโลก ได้เดินทางไปดูการก่อสร้างที่หัวงานในขณะที่ผู้แทนจากอเมริกา แคนาดา และเยอรมัน  แยกตัวออกมาเพื่อเดินทางไปพบชาวบ้านประมาณ 600 คน ที่แก่งสะพือ มีการบายศรีสู่ขวัญและชาวบ้านแสดงความคิดเห็นขอร้องธนาคารโลกยกเลิกเงินกู้

4. โปรเจคต์ P004751 – รหัสแห่งความอัปยศ

หลังจากการประชุมประจำปีสิ้นสุดลงและกระแสข่าวในหน้าสื่อต่างประเทศเริ่มลดบทบาทลง กลไกทางการทูตและการเงินก็กลับเข้าสู่ช่องทางปกติ ในวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2534 ฝ่ายนโยบายของไทยได้เข้าหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อเตรียมแผนจัดหาแหล่งทุนสำรอง จนกระทั่งในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารธนาคารโลก ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้มีมติอนุมัติเงินกู้ใน โครงการ รหัส P004751 Third Power System Development Project จำนวน 54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับโครงการเขื่อนปากมูล และโครงการเหมืองแม่เมาะ ทว่ามติดังกล่าวผ่านพ้นไปด้วยความเห็นที่ไม่เป็นเอกฉันท์ โดยกลุ่มประเทศสมาชิกสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และออสเตรเลีย ได้ลงคะแนนเสียง “ไม่อนุมัติ” ขณะที่สหราชอาณาจักรงดออกเสียง ซึ่งสะท้อนความแปรปรวนเชิงนโยบายภายในสถาบันการเงินระดับโลกอย่างเด่นชัด 

ในวันต่อมา คือวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ธนาคารโลกได้ออกเอกสารแถลงข่าวฉบับทางการหมายเลข 92/31 (IBRD News Release No. 92/31) เพื่อป่าวประกาศการอนุมัติทุนในครั้งนี้ โดยเนื้อหาในคำประกาศได้อ้างถ้อยแถลงของ นายเกาตัม คาจิ (Gautam Kaji) รองประธานธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ที่พยายามสร้างความชอบธรรมว่า ธนาคารโลกได้ผ่านความเห็นชอบเงินกู้นี้หลังจากการไตร่ตรองอย่างละเอียดถี่ถ้วนและยาวนานเกี่ยวกับประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมรอบโครงการเขื่อนปากมูล อีกทั้งยังได้ระบุถึงท่าทีและเงื่อนไขการกำกับดูแลว่า ธนาคารโลกคาดหวังให้คณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลไทย ทำหน้าที่เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมให้ กฟผ. ปฏิบัติตามแผนลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตลอดจนแผนการอพยพโยกย้ายและชดเชยราษฎรอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญาว่า ธนาคารโลกตั้งใจจะเข้ามาควบคุมดูแลโครงการนี้อย่างใกล้ชิด และจะทำการตรวจสอบความคืบหน้าด้านสิ่งแวดล้อมและการอพยพราษฎรเป็นระยะ ๆ โดยอาศัยคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ 

ทว่าในเวลาต่อมา สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้เงื่อนไขการกำกับดูแลอันทรงเกียรติเหล่านั้น กลับกลายเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลและ “ความอัปยศ” ที่สวนทางกับข้อเท็จจริงและคำมั่นสัญญาในคำประกาศอย่างสิ้นเชิง

  • การเพิกเฉยต่อการทำลายสิ่งแวดล้อมและการละเมิดกฎหมาย: แม้ธนาคารโลกจะอ้างเรื่องการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดและการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ในความเป็นจริง วิศวกรโครงการของ กฟผ. ได้เริ่มทำการระเบิดแก่งคันเห่ว ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2534 (ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนการออกแถลงการณ์อนุมัติเงินกู้ของธนาคารโลกเสียด้วยซ้ำ) โดยที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ไม่ทราบเรื่องมาก่อน และถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 กว่าความจริงจะถูกตรวจสอบและยอมรับต่อสาธารณชนก็ล่วงเลยไปถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2535สะท้อนให้เห็นว่าคำมั่นสัญญาเรื่องการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดของธนาคารโลกนั้นล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่มโครงการ
  • ความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงของแผนชดเชยและเยียวยาคนจน: ธนาคารโลกประกาศแถลงการณ์ระบุว่ากลไกของรัฐบาลไทยจะช่วยรับประกันการปฏิบัติตามแผนการชดเชยราษฎรอย่างเต็มที่ แต่ในทางปฏิบัติ แผนการชดเชยอาชีพประมงกลับสร้างความบอบช้ำอย่างรุนแรงจนชาวบ้านต้องรวมตัวประท้วงครั้งใหญ่ที่ศาลากลางจังหวัดในปี พ.ศ. 2537 เนื่องจากได้รับค่าชดเชยที่ต่ำอย่างเทียบไม่ได้กับการสูญเสีย โดยมีหลักฐานใบแสดงผลการจ่ายเงินของ กฟผ. ระบุว่า ราษฎรบางรายได้รับค่าชดเชยจากการสูญเสียอาชีพในช่วงเวลา 2 ปี 6 เดือน เป็นเงินรวมเพียง 67 บาท บางรายได้ 81 บาท และบางรายได้ 175 บาท ซึ่งเมื่อคณะกรรมการจังหวัดมีมติให้ปรับปรุงเยียวยาแล้ว ก็ยังคงเฉลี่ยตกเป็นเงินช่วยเหลือเพียงวันละ 9 บาท 13 สตางค์เท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงชาวบ้านไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เลย 
  • ความบิดเบี้ยวของกลไกรัฐและการใช้อำนาจนิยมทับถมคนจน: คณะกรรมการและอนุกรรมการหลายชุดที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้นมา ซึ่งธนาคารโลกคาดหวังให้เป็นกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ กลับถูกจัดตั้งขึ้นโดยมีเพียงข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ โดยไม่มีตัวแทนชาวบ้านที่เดือดร้อนเข้าไปมีส่วนร่วมตัดสินใจเลย อีกทั้งเมื่อประชาชนลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิ์ รัฐบาลและกลไกความมั่นคงกลับเลือกใช้มาตรการรุนแรง สั่งสลายการชุมนุม ตัดน้ำ ตัดไฟ ตลอดจนใช้ด่านทหาร-ตำรวจกักเสบียงอาหาร อ้างกฎอัยการศึกเพื่อขับไล่นักศึกษา และตั้งข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการเพื่อจับกุมแกนนำชาวบ้าน ซึ่งขัดแย้งกับภาพลักษณ์ของกระบวนการพัฒนาที่เป็นธรรมตามที่ธนาคารโลกกล่าวอ้าง

5. รากเหง้าทางประวัติศาสตร์สู่การก่อกำเนิด “สมัชชาคนจน

พลวัตเหตุการณ์ตลอดปี 2534 เผยให้เห็นความจริงในการพัฒนาที่ย้อนแย้ง: ในเดือนตุลาคมมีการจัดระเบียบผลักดันคนจนเมืองเพื่อสร้างพื้นที่ประชุม และในเดือนธันวาคมมีการอนุมัติทุนที่ส่งผลกระทบต่อฐานทรัพยากรของคนจนชนบท แม้ว่าในเวลาต่อมา เอกสารประเมินผลโครงการ (Implementation Completion Report – ICR) ของธนาคารโลกเองจะระบุยอมรับว่า ความขัดแย้งเชิงนโยบายในโครงการนี้อาจหลีกเลี่ยงได้ หากมีการจัดทำแผนการชดเชยที่รอบคอบและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเข้มข้นตั้งแต่ต้น แต่ความบอบช้ำที่เกิดขึ้นจริงกับระบบนิเวศและชุมชนได้กลายเป็นบทเรียนราคาแพง

ความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างเนื้อหาในคำประกาศอันสวยหรูของธนาคารโลก กับโศกนาฏกรรมปากท้องที่เกิดขึ้นจริงกับคนจนชนบท จึงกลายเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เปลี่ยนนิยามของรหัสโครงการ P004751 จาก “ความล้มเหลว” ให้กลายเป็น “รหัสแห่งความอัปยศ” เชิงนโยบาย และกลายเป็นเชื้อไฟสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านตระหนักว่าพวกเขาไม่สามารถพึ่งพากลไกจากบนลงล่างได้อีกต่อไป การต่อสู้แบบไม่ถอยของชาวบ้านปากมูล ร่วมกับปัญหาเชิงโครงสร้างของเครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศ นำไปสู่การรวมตัวก่อตั้ง สมัชชาคนจน ขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2538 (วันสิทธิมนุษยชนสากล) ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  

บทสรุปใต้ฉากทัศน์ “ขอบฟ้าใหม่”ประวัติศาสตร์ลุ่มน้ำมูนต้องไม่ถูกกลบฝัง

ในวาระที่การประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศในประเทศไทย กำลังจะเวียนกลับมาจัดขึ้นอีกครั้ง ย้ำเตือนถึงการต่อสู้กับโครงเขื่อนปากมูลที่ถูกตัดสายสะดือโดยธนาคารโลกเมื่อ 35 ปีที่แล้ว ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา โครงการพัฒนาจากบนลงล่างนี้ได้กลายเป็นบทเรียนของ “ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง” ที่รัฐและสถาบันการเงินระหว่างประเทศทิ้งไว้ให้ประชาชนรากหญ้า คำสัญญาในอดีตอย่างมติคณะรัฐมนตรีปี 2540 ที่จะจัดสรรที่ดินทำกินครอบครัวละ 15 ไร่ ไม่เคยเกิดขึ้นจริง ซ้ำร้าย กระบวนการตรวจสอบสิทธิ์รอบล่าสุดกลับตอกย้ำสัจธรรมอันอำมหิตผ่านคำกล่าวของชาวบ้านที่ว่า เขื่อนไม่ได้ฆ่าคนทันที แต่มันฆ่าคนด้วยการปล่อยให้รอ จนไม่มีแรงจะรออีกแล้ว” จากผู้ร่วมตัวคัดค้านหลักหมื่นคน กลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบในอดีตกว่า 6,000 คน วันนี้เหลือผู้มายื่นคำร้องเพียงหนึ่งพันกว่าคน ส่วนที่เหลือที่หายไปล้วนเป็นผู้ที่สูญสิ้นลมหายใจ ชราภาพ หรือหมดแรงจะต่อสู้กับระบบราชการที่ยืดเยื้อเตะถ่วงเวลา 

14 มีนาคม 2569 สมัชชาคนจนกรณีปัญหาเขื่อนปากมูล อ.โขงเจียม และ อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี กว่า 60 คน ร่วมกิจกรรมเนื่องในวันหยุดเขื่อนโลก โดยในช่วงเช้ามีขบวนรณรงค์จากแก่งสะพือ อ.พิบูลมังสาหาร ไปยังบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำมูล บ้านท่าแพ อ.โขงเจียมเพื่อทำพิธีสืบชะตาแม่น้ำมูนและอ่านแถลงการณ์

วาระครบรอบ 31 ปีสมัชชาคนจน ในปี 2569 นี้ เราขอส่งเสียงเตือนสติให้สาธารณชนร่วมกันจับตาการประชุมครั้งใหม่ของธนาคารโลกที่กำลังจะมาถึง ที่มาพร้อมกับ “ขอบฟ้าใหม่” แห่งการพัฒนา ฉากทัศน์อันสวยหรูรอบใหม่จะเป็นเพียงม่านบดบังแผลเรื้อรังในอดีตหรือไม่ หากสาธารณชนหลงไปกับวาทกรรมใหม่จนลืมความจริงที่ชาวบ้านยังคงถูกทอดทิ้ง และปล่อยให้เกิดการผลิตซ้ำความบอบช้ำผ่านโครงการใหม่ บทเรียนราคาแพงนี้ก็จะไม่ถูกแก้ไข สังคมจึงต้องช่วยกันเฝ้าระวังไม่ให้ “ขอบฟ้าใหม่” กลบฝังเสียงของผู้ถูกกระทำจากการพัฒนา เพื่อพิสูจน์ว่าการพัฒนาที่ปราศจากความยุติธรรมนั้นไม่ใช่ความก้าวหน้า แต่คือการจงใจทิ้งใครบางคนไว้ข้างหลังอย่างอำมหิต


Reference:

#สมัชชาคนจน#บทความ
แชร์: