
การประชุมสากลว่าด้วยการปฎิรูปการเกษตรและการพัฒนาชนบทครั้งที่ 2 และวิสัยทัศน์ของชาวนาสากลว่าด้วยการปฏิรูปการเกษตร
การประชุมสากลว่าด้วยการปฎิรูปการเกษตรและการพัฒนาชนบท ครั้งที่ 2 (International Conference on Agrarian Reform and Rural Development หรือ ICARRD+ 20) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เมืองคาร์ตาเฮนา ประเทศโคลอมเบีย การประชุมครั้งที่ 2 นี้ห่างจากการประชุมครั้งแรก ที่จัดขึ้นเมื่อปี 2549 ที่บราซิลถึง 20 ปี การประชุมครั้งแรกนั้น องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) หรือองค์การเอฟเอโอ กับรัฐบาลบราซิลร่วมกันเป็นเจ้าภาพ มีวัตถุประสงค์หลักๆ ก็คือการสร้างความเป็นธรรมในการปฎิรูปการเกษตรและการพัฒนาชนบท
หลังจากการประชุมในครั้งแรก องค์การอาหารและการเกษตรฯ (หรือ องค์การเอฟเอโอ FAO) ได้จัดทำเอกสาร ขึ้นฉบับหนึ่ง ชื่อว่า “แนวปฏิบัติตามความสมัครใจว่าด้วย การกำดูแลการถือครองที่ดิน การประมง และป่าไม้อย่างรับผิดชอบในบริบทของความมั่นคงทางอาหารระดับประเทศ” (Voluntary Guideline on the Responsible Governance of Tenure of Land, Fisheries and Forests in the context of national food security) แต่ดูเหมือนแนวทางดังกล่าวก็ไม่ได้มีรัฐบาลของประเทศไหนรับเอาไปปฎิบัติอย่างจริงจังเลย มีแต่ขบวนการภาคประชาสังคมเท่านั้นที่พยายามผลักดันให้รัฐบาลของประเทศตัวเองรับแนวทางนี้ไปปฎิบัติ ซึ่งก็ยังไม่เป็นจริงเช่นกัน
แต่ความพยายามในการผลักดันก็ไม่ได้สิ้นสุด ทุกครั้งที่มีการประชุมขององค์การเอฟเอโอ ไม่ว่าจะเป็นในระดับสากลหรือระดับภูมิภาคก็ตาม ขบวนการภาคประชาสังคมก็ยังใส่ใจติดตามเรื่องนี้ และเรียกร้องให้มีการจัดประชุมต่อเนื่องมาโดยตลอด แต่องค์กรนี้ก็ไม่เคยให้ความสนใจ จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลประเทศโคลอมเบียได้ประกาศว่าพร้อมที่จะจัดงานนี้ขึ้นอีกครั้ง โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลบราซิลผู้เป็นเจ้าภาพจัดงานในครั้งแรกด้วย ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นการเริ่มต้นครั้งการประชุมครั้งที่ 2 นี้ด้วยดี แต่สุดท้ายต้องพบกับอุปสรรคที่สำคัญคือ ผู้อำนวยการองค์การอาหารและการเกษตรฯ (FAO) คนปัจจุบันซึ่งมาจากประเทศจีน ไม่เห็นด้วยกับการจัดงานนี้ โดยกล่าวหาว่าเป็นการจัดงานของพวกคอมมูนนิสต์ แต่รัฐบาลโคลอมเบียก็ยังคงยืนยันที่จะจัดงานนี้ขึ้นมา แม้ว่าการประชุมจะจัดในนามขององค์การอาหารและการเกษตรฯ (FAO) แต่ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ จากองค์กรนี้เลย เงินทุกบาททุกสตางค์เป็นเงินจากรัฐบาลโคลอมเบียเป็นหลัก และมีรัฐบาลบราซิลร่วมสมทบ แต่ก็เป็นที่น่ายินดีว่ายังมีตัวแทนจากรัฐบาลราว 50 ประเทศ และตัวแทนภาคประชาสังคมทั่วโลกไปร่วมประชุมด้วย ยกเว้นรัฐบาลไทยที่ไม่ได้ส่งตัวแทนไปร่วม
การประชุมสากลว่าด้วยการปฎิรูปการเกษตรและการพัฒนาชนบท หรือ “ไอคาร์ด+20” ประกอบด้วยการประชุม 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นเวทีของรัฐบาล และส่วนที่ 2 เป็นเวทีคู่ขนานของภาคประชาชน ซึ่งเป็นเวทีย่อยจำนวนมาก ในบทความนี้ จะเขียนถึงเฉพาะในส่วนของเวทีภาคประชาสังคมจัดโดยคณะกรรมการวางแผนสากลเพื่ออธิปไตยทางอาหาร หรือ ไอพีซี (International Planning Committee for Food Sovereignty)
คณะกรรมการไอพีซี เป็นกลไกภาคประชาสังคมในองค์การอาหารและการเกษตรฯ (FAO) อันประกอบด้วยขบวนการภาคประชาสังคมระดับสากลต่างๆ ของผู้ผลิตอาการรายย่อย เช่น ชาวนา (ขบวนการชาวนาสากลลาเวียคัมเปซินา La Via Campesina), ชาวประมง (เวทีสากลดับบลิวเอฟเอฟพี (WFFP-World Forum of Fisher Peoples)), คนเลี้ยงปศุสัตว์แบบต้อนฝูง (สมาพันธ์วามิป (WAMIP-World Alliance of Mobile and Indigenous Pastoralists)), ชนเผ่าพื้นเมือง (สภาไอไอทีซี (IITC-The International Indian Treaty Council) และองค์กรอื่นเช่น ขบวนผู้หญิง (เวิร์ลด์มาร์ชฟออฟวูเมน WMW-World March of Women), องค์กรด้านเศรษฐกิจสมานฉันท์ (ไรเปส RIPESS Intercontinental Network for the Promotion of Social Solidarity Economy) เป็นต้น
ตัวแทนของสมัชชาคนจน ในนามสมาชิกลาเวียคัมเปซินาและสมาชิกคณะกรรมการไอพีซี ได้เข้าร่วมการประชุมทั้งในส่วนของเวทีภาครัฐและเวทีคู่ขนานของภาคประชาชน และในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ได้รับเชิญให้นำเสนอในเวทีคู่ขนาน หัวข้อ “วิสัยทัศน์ ของการปฏิรูปการเกษตรแบบบูรณาการที่เราเรียกร้อง” โดยได้นำเสนอวิสัยทัศน์ในนามของชาวนา
วิสัยทัศน์ของชาวนาต่อการปฏิรูปการเกษตร
ขบวนการชาวนาสากลลาเวียคัมเปซินา ซึ่งมีสมาชิกเป็นองค์กรชาวนาระดับประเทศ 180 องค์กร จากกว่า 80 ประเทศ ในทุกทวีปทั่วโลก เป็นตัวแทนชาวนาและเกษตรกรรายย่อยผู้ผลิตอาหารราว 200 ล้านคน เห็นว่าจากมุมมองของเราแล้ว การปฏิรูปการเกษตร ต้องมีองค์ประกอบ 6 ประการ ดังนี้
หนึ่ง การปฏิรูปการเกษตรต้องมากกว่าเรื่องที่ดิน
เราต้องคิดมากกว่าแค่เรื่องที่ดิน ไม่ใช่การกระจายแค่ที่ดินเท่านั้น แต่การปฏิรูปการเกษตร ต้องคิดถึงปฏิสัมพัน์ระหว่างที่ดิน ป่า แม่น้ำ ทะเล แหล่งประมง ลุ่มน้ำ ภูเขา และทรัพยากรธรรมชาติ เป็นผืนใหญ่ เป็นอาณาเขต ที่เชื่อมโยงกันและกัน เราต้องคิดถึงความซับซ้อน ความเป็นองค์รวม และความมีชีวิต ของความสัมพันธ์ระหว่างชาวนาและโลกธรรมชาติ ในภาษาไทยเรา เรามีคำว่า เขต “ภูมินิเวศวัฒนธรรม” ซึ่งสะท้อนว่าเราไม่อาจจะคิดถึงแค่ที่ดินอย่างเดียวได้ แต่ยังรวมถึงวัฒนธรรม อัตลักษณ์ และจิตวิญญาณด้วย
สอง การปฏิรูปการเกษตรต้องเพื่ออธิปไตยทางอาหาร เกษตรนิเวศ และการพิทักษ์ดูแลโลก
เกือบทุกประเทศทั่วโลกเดินตามการเกษตรแบบปฏิวัติเขียว หรือเกษตรอุตสาหกรรม การเกษตรแบบแปลงใหญ่ เกษตรพันธสัญญา และเราก็จะมีเกษตรดิจิตอล เกษตรแสนรู้สภาพภูมิอากาส และชื่อประหลาดๆ มากมาย ที่ยิ่งทำการเกษตรมากเท่าไหร่ ประชากรโลกยิ่งอดอยากยากจนเท่านั้น นี่เป็นความบิดเบี้ยวไปจากการปฏิรูปการเกษตรที่แท้จริง วิสัยทัศน์ของการปฏิรูปการเกษตรที่แท้จริง ก็คือเกษตรนิเวศเพื่ออธิปไตยทางอาหาร และกำจัดอำนาจครอบงำของบรรษัทออกไปจากระบบอาหารและการเกษตรให้หมด อย่างที่เรามีคำขวัญว่า “WTO out of Agriculture!” (องค์การการค้าโลกต้องออกไปจากภาคการเกษตร) และ “Down, Down WTO” (องค์การการค้าโลกจงพินาศ)
พวกเราในขบวนการลาเวียคัมเปซินาถือว่า หน้าที่ของชาวนาคือการผลิตอาหารเพื่อประชาชน และต้องทำไปพร้อมกับการเคารพโลกแม่ ซึ่งชุมชนชาวนารายย่อย ชนเผ่าพื้นเมือง ชาวประมงพื้นบ้าน คนเลี้ยงสัตว์ และชุมชนชนบท ก็ทำแบบนี้มานานนับพันปีแล้ว วิถีการผลิตของพวกเราไม่ใช้การเอาจากโลกธรรมชาติ แต่ก็เป็นการเยียวยาโลกธรรมชาติด้วย
ตอนนี้ พวกเรากำลังประสบกับปัญหาวิกฤติสภาพภูมิอากาศ แต่สภาพความเป็นจริงก็พิสูจน์แล้วในหลายพื้นที่ทั่วโลกว่า เกษตรนิเวศคือการทำเกษตรที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ดูแลรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ จึงมีความยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศมาก ฟื้นตัวได้เร็ว และเป็นทางรอดต่อความเสียหายทางระบบนิเวศและสภาพภูมิอากาศ
สาม ความสมานฉันท์ของชนชั้นชาวนา ต้องเป็นไปเพื่ออิสรภาพของชาวนา
การแย่งชิงธรรมชาติ และความไม่เป็นธรรมด้านการกระจาย การเข้าถึง การใช้ และการควบคุมที่ดิน ป่า น้ำ แม่น้ำ ทะเล และอื่นๆ และ นโยบายการเกษตรที่เป็นปฏิบักษ์กับชาวนารายยย่อย เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งมีรากเหง้ามาจากลัทธิทุนนิยมเสรีนิยม ลัทธิจักรวรรดินิยม และลัทธิล่าอาณานิคม ดังนั้น พวกเราจึงต้องร่วมกันต่อสู้ สร้างความสมานฉัท์ และยึดมั่นในอุดมการณ์ของชาวนา นั้นคืออิสรภาพของชนชั้นชาวนา พวกศัตรูของเรามักจะสร้างกับดักเพื่อให้เราตกเป็นทาสอยู่เสมอ เช่นกองทุนเงินมหาศาลเพื่อการตั้งรับปรับตัว หรือเงินเพื่อคาร์บอนเครดิต หรือกองทุนเพื่อป่าฝนเขตร้อนถาวร (TFFF-Tropical Forest Forever Facility) ที่เพิ่งคุยกันไปในการประชุมรัฐภาคีครั้งที่ 30 ของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP30 UNFCCC) ที่เมืองเบเล็ง ประเทศบราซิล เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 เป็นต้น เราไม่อยากเห็นการปฏิรูปการเกษตรจอมปลอมที่สร้างความแตกแยก ขัดแย้ง ความรุนแรง ระหว่างชาวนา ตามแบบ “แบ่งแยกและปกครอง”
ความสมานฉันท์ นอกจากจะเกิดได้จากการมีศัตรูร่วมกันแล้ว ยังเกิดจากความเอาใจใส่ดูแลกันอีกด้วย การผลิตของชาวนา ชนเผ่าพื้นเมือง ชาวประมง คนเลี้ยงสัตว์ และชุมชนชนบท มีลักษณะพึ่งพาอาศัยกันและกัน ดังนั้นจึงเป็นระบบเศรษฐกิจแบบสมานฉันท์และแบบดูแลกัน ซึ่งเราอยากเห็นในการปฏิรูปการเกษตรแบบบของเรา
สี่ การปฏิรูปการเกษตรต้องมีความหลากหลายของการถือครอง
การปฏิรูปการเกษตรแบบจอมปลอมขององค์กรทุนนิยมเสรีนิยม เช่นธนาคารโลก มองว่ากรรมสิทธิที่ดินมีเพียงอย่างเดียวคือโฉนด ซึ่งก็คือทรัพย์สินส่วนตัวของปัจเจคบุคคล นี่คือความบิดเบี้ยวที่กลายเป็นกระแสหลัก ในโลกความเป็นจริง ชุมชนชนบททั่วโลก มีความหลากหลายและความซับซ้อนของระบบการครอบครอง การใช้ และการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรชุมชน นี่คือความรุ่มรวยทางปัญญาของชนชั้นชาวนา ชนเผ่าพื้นเมือง ชาวประมง คนเลี้ยงสัตว์ และชุมชนผู้ผลิตอาหารรายย่อย และระบบเช่นนี้ ทำให้พวกเขาอยู่ร่วมกันในชนบทมาอย่างยาวนาน ผลิตอาหาร และอนุรักษ์ธรรมชาติ มาจนถึงตอนนี้ การปฏิรูปการเกษตรที่เราอยากเห็น ก็ต้องเคารพ ให้คุณค่า และปกป้องความหลากหลายการถือครองนี้ไว้
ห้า ต้องคำนึงถึงคนรุ่นอนาคต
วิกฤติในชนบทในตอนนี้คือ เยาวชนไม่อยากเป็นชาวนา พวกเขาเห็นว่าชนบทไม่สามารถให้ชีวิตที่ดีกับเขาได้ การปฏิรูปการเกษตรที่เราต้องการ ต้องทำให้เยาวชนสามารถเข้าถึงทั้งที่ดิน ทรัพยากร ปัจจัยการผลิตอื่นๆ สิ่งอำนวยความสะดวก บริการของรัฐ และอื่นๆ และทำให้เยาวชนเป็นสมาชิกที่มีศักดิ์ศรีและอำนาจที่เท่าเทียมในชุมชนชนบท
เมื่อคำนึงถึงเยาวชน เราต้องพูดถึงความเป็นธรรมระหว่างรุ่นคน และเราก็ต้องพูดถึงการยุติการเกษตรอุตสาหกรรม การยุติอุตสากรรมที่ทำลายธรรมชาติและสภาพภูมิอากาศ และการส่งเสริมเกษตรนิเวศ ด้วย เพื่อส่งต่อโลกชนบทที่ดีให้กับเยาวชน
หก การปฏิรูปการเกษตรต้องเป็นไปเพื่อศักดิ์ศรี และความเท่าเทียม
การเกษตรแบบอุตสาหกรรมเสรีนิยมใหม่ ลดทอนคุณค่าของชาวนา เห็นชาวนาเป็นเพียงแรงงานทาสติดที่ดิน การปฏิรูปการเกษตรที่เราอยากเห็น ชาวนาคือพระเอกนางเอกของระบบการผลิต พวกเราไม่ใช่ตัวประกอบ หรือตัวร้าย แต่คือบุคคลที่สำคัญของการเลี้ยงดูประชากรโลก ถึงกระนั้น ยังมีอุปสรรคมากมายที่ทำให้เราเสียศักดิ์ศรีและความเท่าเทียม เช่นลัทธิชายเป็นใหญ่ หรือการเลือกปฏิบัติทางเพศ ทางชนชั้นวรรณะ การเหยียดเชื้อชาติหรือสีผิว เป็นต้น ดังนั้น การปฏิรูปการเกษตรที่เราอยากเห็นต้องกำจัดอุปสรรคเหล่านี้ และโอบรับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะคนที่เคยถูกกีดกันในอดีต เช่นผู้หญิง และคนเพศหลากหลาย เป็นต้น
วิสัยทัศน์ของเราดังกล่าว มีเสาหลักสี่ประการ ที่เรียกว่า “4R” ที่จะค้ำจุนให้วิสัยทัศน์ของเรามั่นคง ได้แก่
- การยอมรับ (Recognition) เช่น นโยบายรัฐยอมรับระบบการครอบครองแบบรวมหมู่ หรือแบบจารีตหรือไม่ ยอมรับธรรมชาติของการเลี้ยงสัตว์ว่าต้องเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนหรือไม่ ยอมรับวิถีการหากินของชาวประมงพื้นบ้านหรือไม่ เอื้อต่อผู้หญิงและเพศหลากหลายหรือไม่ ยอมรับระบบเมล็ดพันธุ์และความรู้ของชาวนาหรือไม่
- การจัดสรร (Redistribution) เช่น มีการจัดสรรที่ดินหรือไม่ และอย่างไร และมีการกระจายอำนาจ หรือปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจเพื่อการควบคุม กำกับ ดูแล ใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากรต่างๆ หรือไม่ กระจายอำนาจเพื่ออิสรภาพหรือการปกครองตนเองของชุมชนชาวนา หรือไม่
- การชดเชยและชดใช้(Restitution/Reparation) มีการชดเชยและชดใช้ต่อการสูญเสียของชาวนาจากนโยบายของรัฐแบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ การปฏิวัติเขียว ผลตกค้างของลัทธิจักรวรรดินิยมและลัทธิล่าอาณานิคม สงคราม และการสู้รบ หรือไม่ อย่างไร
- การควบคุมกำกับ (Regulation) มีการออกฎหมายควบคุมกำกับศัตรูของเรา เช่นบรรษัทข้ามชาติ สถาบันการเงิน องค์การด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ และอื่นๆ ที่เป็นภัยคุกคามกับเราหรือไม่ หรือมีกฎหมายที่สนับสนุนกับเรา เช่นให้สิทธิเกษตรกรตามปฎิญญาสิทธิเกษตรกร หรือปฏิญญาสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง หรือไม่
สุดท้าย เราเห็นว่า การปฏิรูปการเกษตรที่เราต้องการ จะเกิดขึ้นจริงได้ พวกเราชาวนา ต้องมีอีก 2R คือ ต่อต้าน (Resistance) และ ปฏิวัติ (Revolution)
บทความที่น่าสนใจ

ถอดรหัสระเบียบโลกเบรตตันวูดส์ สู่พิมพ์เขียวรัฐไทย: ชำแหละกลไกอำนาจ 5 องค์กร
IMF และ World Bank: ผู้ผลักดันโลกาภิวัตน์เสรีนิยมหรือผู้ค้ำจุนเสถียรภาพการเงินโลก?
