Skip to main content
สมัชชาคนจนบุกเวที FTA ไทย-อียู ค้าน UPOV 1991 หวั่นผูกขาดเมล็ดพันธุ์ กระทบสิทธิเกษตรกร
กลับหน้าสื่อ

สมัชชาคนจนบุกเวที FTA ไทย-อียู ค้าน UPOV 1991 หวั่นผูกขาดเมล็ดพันธุ์ กระทบสิทธิเกษตรกร

ก
กองเลขาฯ สมัชชาคนจน
4 พฤศจิกายน 2569

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา สมัชชาคนจนชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลไทยถอนอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ฉบับปี ค.ศ. 1991 (UPOV 1991) ในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ณ โรงแรมอังสนา ลากูน่า อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมเจรจาดังกล่าว

การประชุมครั้งนี้สมัชชาคนจนเล็งเห็นว่าจะเป็นใบเบิกทางในการแก้กฎหมายเอื้ออนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ฉบับปี ค.ศ. 1991 ที่กระทบต่อสิทธิเกษตรกร และให้อำนาจต่อนายทุนผูกขาดเมล็ดพันธุ์ โดยมีเป้าหมายเร่งรัดการเจรจาในข้อบทที่ยังเหลืออยู่ เพื่อผลักดันให้การเจรจา FTA ไทย-อียู สามารถบรรลุข้อตกลงได้ภายในปีนี้ ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากประชาชน

แถลงการณ์สมัชชาคนจน ชี้ 4 ผลกระทบสำคัญต่อเกษตรกร ประการแรก คือ การจำกัดสิทธิในการเก็บและแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ โดยแถลงการณ์เปรียบเทียบกับกฎหมายไทยในปัจจุบัน ซึ่งเปิดให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์หรือส่วนขยายพันธุ์พืชคุ้มครองไว้เพาะปลูกในฤดูถัดไปได้ ขณะที่สมัชชาคนจนกังวลว่า UPOV 1991 จะขยายสิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์ให้ครอบคลุมส่วนขยายพันธุ์มากขึ้น และอาจนำไปสู่ข้อจำกัดในการเก็บ ใช้ แบ่งปัน หรือแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ระหว่างเกษตรกร

ประการที่สอง คือ ต้นทุนการผลิตที่อาจเพิ่มขึ้นและความเสี่ยงต่อการผูกขาดตลาดเมล็ดพันธุ์โดยสมัชชาคนจนกังวลว่าเกษตรกรอาจต้องพึ่งพาการซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทด้านการเกษตร เมล็ดพันธุ์ และเทคโนโลยีชีวภาพข้ามชาติในแต่ละรอบการเพาะปลูก ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนปัจจัยการผลิตและกระทบต่ออธิปไตยทางอาหารของประเทศ

ประการที่สาม คือ ความเสี่ยงทางกฎหมายและคดีความ แถลงการณ์ระบุว่า ขอบเขตการคุ้มครองภายใต้ UPOV 1991 อาจครอบคลุมไปถึงผลผลิตและผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากผลผลิต หากเกษตรกรนำเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ได้รับอนุญาตไปปลูก อาจเผชิญข้อกล่าวหาว่าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงความเสี่ยงต่อการถูกยึดผลผลิตหรือห้ามจำหน่ายสินค้า

ประการที่สี่ คือ ผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและพันธุ์พืชพื้นเมือง โดยสมัชชาคนจนเห็นว่าการเพิ่มสิทธิให้กับผู้ปรับปรุงพันธุ์อาจทำให้ภาคธุรกิจด้านการเกษตร เมล็ดพันธุ์ และเทคโนโลยีชีวภาพมีอำนาจเหนือฐานทรัพยากรชีวภาพมากขึ้น และอาจกระทบต่อสิทธิของเกษตรกรในการเก็บ คัดเลือก และพัฒนาพันธุ์พืชพื้นบ้าน ซึ่งอาจส่งผลต่อความหลากหลายของพันธุ์พืชไทยและอธิปไตยทางอาหารของชุมชน

โดยเหตุนี้สมัชชาคนจนจึงไม่อาจยอมรับการที่ประเทศไทยจะเข้าเป็นภาคี UPOV 1991 รวมถึงการแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 เพื่อขยายการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาด้านพันธุ์พืชและทรัพยากรชีวภาพ โดยกังวลว่าจะทำให้เมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรสืบทอดจากบรรพบุรุษถูกทำให้กลายเป็นสินค้า และจำกัดการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง ตลอดจนการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างเกษตรกร

สมัชชาคนจนจึงเรียกร้องให้ รัฐบาลไทยและผู้แทนการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป ถอนประเด็น UPOV 1991 ออกจากการเจรจาโดยทันทีและตลอดไป

ทางด้านรัตนาภรณ์ แจ้งใจดี หนึ่งในเสียงสะท้อนจากคนดั้งเดิมภูเก็ต ปราศรัย ณ ที่ชุมนุมว่าในฐานะคนภูเก็ต เราอาจไม่ได้เป็นคนปลูกหรือผลิตพืชพันธุ์เหล่านี้โดยตรง แต่เราเป็นผู้บริโภคที่ต้องแบกรับต้นทุนอาหารที่สูงขึ้นในๆทุกวัน ท่ามกลางเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่ระบบอาหารของเราพึ่งพิงจากเกษตรกรทั่วประเทศ

ลองคิดง่าย ๆ จาก “แกงส้ม” อาหารที่อยู่ในแทบทุกมื้อของคนภูเก็ต หรืออาจเรียกได้ว่าทุกมื้อของคนใต้ ซึ่งแกงส้มหนึ่งหม้อประกอบไปด้วยพืชผักและเครื่องแกงส้มหลากหลายชนิด ทั้งพริก ขมิ้น และวัตถุดิบอีกมากมายที่เชื่อมโยงกับความหลากหลายทางพืชพันธุ์และภูมิปัญญาของเกษตรกรและสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดจากการคัดเลือก เก็บรักษา และส่งต่อเมล็ดพันธุ์ของบรรพบุรุษมาหลายรุ่น

ถ้าวันหนึ่งวัตถุดิบที่เราใช้ทำแกงส้มถูกพัฒนาพันธุ์และได้รับการคุ้มครองสิทธิในลักษณะที่ทำให้การเก็บ ใช้ แลกเปลี่ยน หรือขยายพันธุ์มีข้อจำกัดมากขึ้น ต้นทุนของการผลิตของเราอาจเพิ่มขึ้น และต้นทุนเหล่านี้ย่อมสะท้อนกลับมายังผู้บริโภค ‘แกงส้ม’ ที่เราเคยกินจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรสชาติ แต่เป็นเรื่องของสิทธิในเมล็ดพันธุ์และสิทธิในการเข้าถึงอาหารของเรา 

วันนี้เราอาจยังซื้อพริก ซื้อขมิ้น หรือผักต่าง ๆ ในตลาดได้ตามปกติ แต่เราไม่รู้ว่าในอนาคต กติกาเรื่องพันธุ์พืชจะเปลี่ยนไปอย่างไร และจะกระทบต่อเกษตรกรที่เป็นต้นทางของอาหาร รวมถึงผู้บริโภคอย่างเรามากแค่ไหน

ดังนั้น ประชาชนย่อมมีสิทธิที่จะรู้ว่า รัฐบาลกำลังเจรจาอะไร ใครจะได้ประโยชน์ และประชาชนจะต้องแบกรับต้นทุนหรือข้อจำกัดอะไรในอนาคตเพราะสุดท้ายแล้ว เรื่อง UPOV 1991 ไม่ใช่เรื่องของเมล็ดพันธุ์เพียงอย่างเดียว มันคือเรื่องของปากท้อง เรื่องของอาหารและเรื่องของสิทธิของเราทุกคนที่จะยังสามารถเข้าถึงอาหารที่หลากหลายได้ในราคาที่เป็นธรรม เราไม่อยากให้วันหนึ่งแกงส้มในจานของเรา กลายเป็นอาหารที่ต้องจ่ายแพงขึ้น เพียงเพราะสิทธิในพันธุ์พืชและเมล็ดพันธุ์ถูกผูกไว้กับระบบสิทธิบัตรของใครบางคน

#สมัชชาคนจน#บทความ
แชร์: