Skip to main content
เสียงจากอ่าวกุ้งในวันที่ทุนรุกคืบ: การท่องเที่ยวหรู บลูคาร์บอน สู่การเบียดขับประมงพื้นบ้าน
กลับหน้าสื่อ

เสียงจากอ่าวกุ้งในวันที่ทุนรุกคืบ: การท่องเที่ยวหรู บลูคาร์บอน สู่การเบียดขับประมงพื้นบ้าน

ก
กองเลขาฯ สมัชชาคนจน
25 กันยายน 2569

ท่ามกลางภาพจำของจังหวัดภูเก็ตในฐานะ “เมืองท่องเที่ยวระดับโลก” ที่เต็มไปด้วยโรงแรมหรูและท่าเทียบเรือมารีน่าสำหรับเรือยอร์ช ยังมีชุมชนประมงพื้นบ้านดั้งเดิมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 250 ปี นามว่า “บ้านอ่าวกุ้ง” (หมู่ที่ 9 ตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต) ชุมชนมุสลิมเล็กๆ ขนาด 41 ครัวเรือน แห่งนี้ เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของการหยัดยืนปกป้องฐานทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นป่าชายเลนสมบูรณ์เนื้อที่ 584 ไร่ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเลนคลองพารา  และแนวปะการังในอ่าวรวมกว่า 547 ไร่  

ความอุดมสมบูรณ์ของอ่าวกุ้งมิได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ แต่เกิดจากการรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งของคนในชุมชนที่ต่อสู้ฟื้นฟูป่าชายเลนและเฝ้าระวังการประมงทำลายล้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535   จนทำให้สัตว์น้ำกลับมาชุกชุม ชาวบ้านจับสัตว์น้ำได้เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 30 สัตว์ป่าหายากอย่าง “นากทะเล” ที่เคยหายไปนานกว่า 30 ปี ได้กลับคืนสู่ผืนป่า   และทำให้กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนชุมชนบ้านอ่าวกุ้งได้รับ “รางวัลลูกโลกสีเขียว” ในปี พ.ศ. 2566  

Facebook : รักษ์อ่าวกุ้ง รักษ์ปะการัง ป่าชายเลน Save Aokung save the Sea

ทว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชุมชนบ้านอ่าวกุ้งกลับต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันจากการพัฒนาของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการสร้างท่าเทียบเรือสำราญและกีฬาอ่าวกุ้งมารีน่า ที่พยายามจะขุดลอกร่องน้ำผ่านแนวปะการังและป่าชายเลน 

การต่อสู้ของประมงพื้นบ้านปี 2540 สู่แกนนำอนุรักษ์อ่าวกุ้ง

บทบาทการลุกขึ้นมาปกป้องฐานทรัพยากรธรรมชาติของ  ประดิษฐ์ พวงเกษ แกนนำกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านอ่าวกุ้ง ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อมีโครงการท่าเรือยอร์ชเข้ามา แต่มีรากเหง้ามาจากการเคี่ยวกรำในขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนมาตั้งแต่วัยหนุ่ม

พ่อประดิษฐ์ย้อนความหลังว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2540 ขณะอายุได้ประมาณ 20 ปี และเพิ่งแต่งงานได้ไม่นาน ตนเองได้ก้าวเข้าสู่การร่วมเคลื่อนไหวกับ สมัชชาคนจน ในนาม “สมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านภาคใต้”  การได้เข้าร่วมปักหลักชุมนุมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายป่าไม้ หรือเครือข่ายชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนในภาคอีสาน เช่น เขื่อนปากมูล และเขื่อนราษีไศล ได้กลายเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่เปิดโลกทัศน์ให้ชาวประมงตัวเล็กๆ ได้มองเห็นปัญหาระดับโครงสร้าง 

“คราแรกเข้ากับสมัชชาคนจน ก็ได้รับรู้ปัญหาทั้งประเทศว่า จริงๆ คนจนทั้งหมดที่มันอยู่ในประเทศ… รัฐให้ค่าด้อยค่ามากเกินไป… เมื่อก่อนคนในทะเลก็ไม่ได้รู้ว่าเขื่อนมันกระทบยังไง แต่ถูกเปิดให้เรียนรู้… อย่างเช่นตอนนั้น ปากมูล มีการชดเชยที่ดินทำหากินให้กับบริเวณที่สร้างเขื่อน แต่คนสร้างเขื่อนเขาอยู่กับแม่น้ำ ทำนา ทำไร่ ให้ที่บนเขา จะหาเงินหากินยังไง มันคือบริบทของคนที่ไม่ถนัด… แค่สร้างกระบวนการชดเชยให้ดูดี แต่ถามว่าเขาต้องการไหม เขาไม่ต้องการ” 

ประสบการณ์จากสมัชชาคนจนถูกนำมาก่อร่างเป็นแนวทางการต่อสู้ของประมงพื้นบ้าน ในการร่วมผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายกับภาครัฐเพื่อคุ้มครองทะเลชายฝั่ง ทั้งการขับเคลื่อนกฎหมายขยายเขตห้ามเรืออวนลากอวนรุนจากชายฝั่ง จากเดิม 1,500 เมตร ออกไปเป็น 3,000 เมตร รวมถึงการร่วมผลักดันประกาศขยายเขตห้ามเรืออวนลากครอบคลุมพื้นที่อ่าวพังงา ตั้งแต่แหลมพันวา เกาะยาว ไปจนถึงจังหวัดตรัง เพื่อหยุดยั้งการทำลายล้างระบบนิเวศและรักษาเครื่องมือหากินของชาวประมงขนาดเล็ก 

จิตวิญญาณการต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนและการมองเห็นความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้างนี้เอง ที่ถูกส่งต่อมาสู่การปกป้องผืนป่าชายเลนและท้องทะเลบ้านอ่าวกุ้งในปัจจุบัน 

วิถีชีวิตที่พึ่งพิงธรรมชาติและกฎหมายที่ไม่คุ้มครองคนเล็กคนน้อย

พ่อประดิษฐ์ได้ถ่ายทอดถึงวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านอ่าวกุ้งที่ “ทะเลคือชีวิต” ทุกคนสามารถพึ่งพาธรรมชาติแบบสมดุลว่า ชุมชนมีความยืดหยุ่นสูง วันไหนมรสุมเข้าออกเรือไม่ได้ ชาวบ้านไม่ว่าชายหรือหญิง ก็ลงป่าชายเลนเก็บหาหอย ตักแมงกะพรุน หรือวางไข่ปลา ทะเลและป่าชายเลนจึงเป็นทั้งหม้อข้าว สวัสดิการธรรมชาติ และหลักประกันความมั่นคงทางอาหารของคนในชุมชน 

อย่างไรก็ตาม พ่อประดิษฐ์ได้ตั้งคำถามและสะท้อนความเจ็บปวดต่อโครงสร้างนโยบายของรัฐที่เอนเอียงไปรับใช้ภาคการท่องเที่ยวอย่างสิ้นเชิง จนมองไม่เห็นหัวคนจนและประมงพื้นบ้าน:

“ตั้งแต่ทำงาน ไม่มีพื้นที่แม้แต่พื้นที่เดียวในจังหวัดภูเก็ต หรือพังงานะครับ ที่ถูกประกาศว่าเป็น ‘พื้นที่คุ้มครองประมงพื้นบ้าน’   แต่รัฐพยายามประกาศคุ้มครองทางทะเล เขตพื้นที่อนุรักษ์… ห้ามเฉพาะการหาเลี้ยงชีพของชาวประมงพื้นบ้าน แต่ท่องเที่ยวได้ตลอด… กลายเป็นว่าพยายามอนุรักษ์พื้นที่เพื่อสนองการท่องเที่ยวไปอย่างเดียว”  

คำพูดของพ่อประดิษฐ์สะท้อนภาพความจริงที่ชาวบ้านต้องเผชิญ เมื่อรัฐใช้คำว่า “พื้นที่อนุรักษ์” เป็นเครื่องมือจำกัดสิทธิการหาอยู่หากินของชาวประมงเล็กๆ แต่ในขณะเดียวกันกลับเปิดทางให้ทุนท่องเที่ยวเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ได้ตลอดเวลา การขยายตัวของการท่องเที่ยวที่ไม่แยแสวิถีชุมชน เบียดขับชาวบ้านออกจากพื้นที่ทำมาหากินดั้งเดิม รวมถึงการเข้ามาของกิจกรรมท่องเที่ยวที่ไม่เหมาะสม ยังส่งผลกระทบต่อวิถีการทำมาหากินโดยตรง:

“การพัฒนาของรัฐบีบบังคับคนในพื้นที่ จากประมงพื้นบ้านให้ไปเป็นลูกจ้างของการท่องเที่ยว ซึ่งวิถีนี้มันกระทบกับคนมาก เมื่อก่อนอ่าวกุ้งเองก็ทำอาชีพควบคู่… วันที่ฝนตกเราก็ลงทะเล สามารถรับรองอาชีพได้ แต่ปัจจุบันเมื่อทางทะเลถูกจำกัดพื้นที่ให้เล็กลง… ต้องต่อสู้กับการท่องเที่ยวที่รุกพื้นที่เข้ามาเรื่อยๆ… ประมงบางอย่างต้องใช้สมาธิในการลอยลำดูปลา เช่น วางอวนปลาหนก ต้องใช้ความสงบ แต่เดี๋ยวนี้ไม่สงบแล้ว ลอยลำอยู่ก็มีเจ็ทสกีวิ่งวนรอบ”  

ท่าเรือยอร์ช-ร่องน้ำทิพย์– EIA คลุมดำ และภาพถ่ายทางอากาศสมมติ: บทเรียนเมื่อรัฐจับมือกับทุน

กรณีโครงการขุดลอกร่องน้ำโดยกรมเจ้าท่า คือตัวอย่างการรุกคืบของทุนหรูหราที่พยายามเปลี่ยนอ่าวธรรมชาติให้กลายเป็นที่จอดเรือยอร์ชส่วนตัว โครงการนี้มีแผนจะขุดลอกร่องน้ำยาวกว่า 1.2 กิโลเมตร ผ่าน ทุ่งปะการังเขากวางน้ำตื้นเนื้อที่ 62 ไร่ และ แนวทุ่งกัลปังหาสีแดง (Dichotella sp.) หายากเนื้อที่ 12-16 ไร่ ซึ่งเป็นการฝืนธรรมชาติและตั้งใจสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างร้ายแรง เพื่อรับใช้เอกชนเพียงรายเดียว 

พ่อประดิษฐ์ ชี้ให้เห็นว่า “การทำร่องน้ำฝั่งนี้… ขัดกระแสน้ำ ความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้ การกัดเซาะของกระแสน้ำทำให้ตะกอนตกจม ทุก 3-4 เดือนต้องลอกตลอด มันผิดธรรมชาติอยู่แล้ว… เจ้าของเอกสิทธิ์เอกชนด้านบนเขาต้องการทำมารีน่า แต่บริเวณนี้มันไม่มีร่องน้ำ”  

นี่เองจึงเป็นที่มาของสิ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า “ร่องน้ำทิพย์”  คือการใช้ ช่องโหว่ทางกฎหมายเสก “ร่องน้ำทิพย์” (ร่องน้ำปลอม) ขึ้นมาบังหน้า เนื่องจากกฎหมายคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและป่าไม้มองว่าการเปิดร่องน้ำใหม่ในเขตป่าชายเลนเพื่อประโยชน์เอกชนเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่กลับมีข้อยกเว้นยอมให้ขุดลอกได้หากเป็น “การบำรุงรักษาร่องน้ำธรรมชาติเดิมที่ตื้นเขิน” กลุ่มทุนและกลไกรัฐจึงร่วมมือกันใช้การอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศโดยผู้เชี่ยวชาญ อุปโลกน์ว่าอ่าวกุ้งเคยมีลำห้วยธรรมชาติเดิมกว้าง 30 เมตร  ซึ่งพ่อประดิษฐ์ได้ตั้งข้อสังเกตต่อกระบวนการอ้างอิงวิชาการที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในพื้นที่อย่างรุนแรงว่า:

“ถ้าผู้ชำนาญการอ่านแบบนี้… วิชาการเหล่านี้ใช้ไม่ได้เลย เพราะไม่ตรงกับความจริงแม้แต่นิดเดียว… บริเวณที่บอกว่าเป็นร่องน้ำธรรมชาติ กลับมีต้นไม้ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบ 2 เมตรตั้งอยู่”  

ปัญหายิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการมารีน่าดังกล่าว ที่ส่งมาให้ชุมชนตรวจสอบ ถูกคาดแถบสีดำปกปิดข้อมูลสำคัญ (EIA คลุมดำ) โดยอ้างเรื่อง PDPA และความลับทางการค้า   ซึ่งเป็นการปิดบังข้อมูลสิทธิ์ที่ดินสาธารณะที่ทับซ้อนกับทางสัญจรลงทะเลและสุสาน (กุโบร์) ของชุมชน  ส่งผลให้กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านอ่าวกุ้งร่วมกับสมัชชาคนจนต้องเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และวุฒิสภา เพื่อขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิชุมชน  

เสียงจากคนรุ่นใหม่: จากแรงงานนอกระบบภาคบริการ สู่การหวนคืนทะเลอ่าวกุ้ง  

บทเรียนการเบียดขับประมงพื้นบ้านสู่ภาคบริการ ไม่ได้เป็นเพียงคำเตือนในอดีต แต่คือ ประสบการณ์จริงที่คนรุ่นใหม่ในอ่าวกุ้งได้ก้าวผ่านและเลือกทางเดินใหม่

นุสรา วงศ์นุ้ย หญิงสาววัย 33 ปี ซึ่งเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวคนหนึ่งในชุมชนอ่าวกุ้ง ได้ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของนุสราว่า หลังจบการศึกษาชั้น ม.6 จากโรงเรียนมุสลิมะห์ นุสราออกไปเผชิญโลกทำงานนอกชุมชนเหมือนคนรุ่นใหม่ทั่วไป เริ่มจากการเป็นแคดดี้ในสนามกอล์ฟ และต่อมาขยับไปทำงานบริษัทขนส่งเอกชน (เคอรี่) ทว่าชีวิตการเป็นแรงงานรับจ้างในระบบบริการนอกพื้นที่กลับต้องเผชิญกับการถูกกดเค้นอย่างหนัก ทั้งการเดินทางไกล การทำงานควบกะ 10–15 ชั่วโมงต่อวัน แต่กลับได้รับค่าจ้างเพียงวันละ 230–460 บาท เมื่อเกิดวิกฤตโควิด-19 และงานนอกเริ่มคลอนแคลน นุสรา วงศ์นุ้ยจึงตัดสินใจหวนคืนสู่แผ่นดินเกิดอ่าวกุ้ง

“ตอนไปทำขนส่ง เราต้องควบกะ เข้า 7 โมงเช้า เลิก 11 โมง แล้วกะสองเริ่มบ่าย 2 เหลือแค่อีก 2 ชั่วโมง ถ้ากลับมาบ้านต้องเติมน้ำมันออกไปใหม่ รวมๆ การทำงานใช้เวลา 14-15 ชั่วโมงต่อวัน… ผลลัพธ์มันได้น้อย ได้แค่วันละ 460 บาท ตื่นอยู่แบบนั้นเกือบสองปี มันไม่ไหวแล้ว… โชคดีที่บ้านเรามีทรัพยากร มีธรรมชาติ พอเราไม่ไหวกับชีวิตข้างนอก กลับมาทำประมง มันมีกิน”  

เมื่อกลับมาอ่าวกุ้ง โดยมีเงินตั้งต้นเพียง 20,000 บาท นุสราได้เรียนรู้วิธีการทำประมง “หมึกสาย” (หมึกโวยวาย) จากแม่ โดยดัดแปลงทำเครื่องมือเรียกว่า “ลูกกุ้งกิ๊ง” (ลูกปูนกั้นถ่วง) วางเป็นสายในทะเล การกลับมาหาเลี้ยงชีพด้วยฐานทรัพยากรทะเลอ่าวกุ้งทำให้นุสราสร้างรายได้สูงถึงวันละ 2,000–4,000 บาท มีอิสรภาพในเวลา สามารถดูแลลูกในฐานะแม่เลี้ยงเดี่ยว และเมื่อวันไหนมรสุมเข้าหรือไม่ได้ออกเรือ ป่าชายเลนข้างบ้านก็เป็น “หม้อข้าว” ที่เดินเลาะไปเก็บหอยมาทำกับข้าวได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ

ที่น่าสนใจคือ คนรุ่นใหม่ได้สร้างระบบการจัดสรรแรงงานและการแบ่งปันที่เป็นสวัสดิการชุมชน:

  1. การแบ่งบทบาทตามกำลังและพื้นที่: กลุ่มประมงรุ่นใหม่ที่มีกำลังและเรือที่พร้อมกว่า จะออกไปทำประมงในทะเลลึกด้านนอกอ่าว ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุ (วัย 60–70 ปี) ที่ร่างกายและเรือไม่เหมาะกับคลื่นลมแรง จะทำประมงหาอยู่หากินอยู่บริเวณปากอ่าวและชายฝั่งด้านใน เพื่อลดความเสี่ยง
  2. การสร้างงานและสวัสดิการคนในหมู่บ้าน: เมื่อนุสราพัฒนางานผลิตลูกปูนเครื่องมือประมง เธอกลับไม่ลุยคนเดียว แต่วางระบบจ้างงานเยาวชนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ หรือกลุ่ม “พ่อเลี้ยงเดี่ยว” ในหมู่บ้านให้ช่วยไปวางและเก็บหมึกสาย แบ่งเปอร์เซ็นต์รายได้ให้มีเงินใช้วันละไม่ต่ำกว่า 400 บาท รวมทั้งช่วยรับส่งลูกของพ่อเลี้ยงเดี่ยวไปโรงเรียนยามเช้า

ในมิติการปกป้องสิ่งแวดล้อม คนรุ่นใหม่ในอ่าวกุ้งเติบโตมากับการเห็นบรรพบุรุษต่อสู้ปกป้องป่าชายเลนจากการทำลายล้างของนายทุนสัมปทานเผาถ่านมาตั้งแต่วัยเด็ก นุสราเน้นย้ำถึงบทบาทของป่าชายเลนในฐานะ “ป้อมปราการกั้นคลื่น” ว่า ยามเกิดภัยพิบัติสึนามิ อ่าวกุ้งรอดพ้นจากความสูญเสียใหญ่เพราะมีป่าชายเลนคอยชะลอความรุนแรงของคลื่น ผิดกับพื้นที่อย่างอ่าวปอที่มีการพัฒนาจนไม่เหลือป่ากั้นและถูกคลื่นซัดพังพินาศ

“ถ้าเกิดโครงการมารีน่าขึ้นมา ผลประโยชน์ของเขามาที่หนึ่งอยู่แล้ว แต่คุณต้องคำนึงถึงผลเสียของเรา… ป่าชายเลนมันเป็นกำแพงกั้นน้ำ ขนาดเขื่อนปูนเขื่อนเหล็กยังพังเลย แต่ทำไมป่าชายเลนไม่พัง ยามสึนามิ บ้านเราดีที่มีป่าชายเลนปิดทางคลื่น คลื่นแรงๆ มาก็ชะลอลง… แต่พวกนายทุนเขาอยู่ข้างบน เขารับเงินไป แต่เราคนอยู่หน้าหาด ถ้าเกิดอะไรขึ้น เราคือคนรับกรรม” นุสราทิ้งท้ายด้วยการสะท้อนความเป็นจริง

รายงานธนาคารโลก: ความย้อนแย้งเชิงนโยบายและการฟอกขาวด้วย ‘คาร์บอนเครดิต’

ปรากฏการณ์ที่อ่าวกุ้งสอดรับกับสภาวะทั่วไปของจังหวัดภูเก็ต ที่ซึ่งรีสอร์ตและโรงแรมระดับพันล้านได้กว้านซื้อที่ดินและสร้างปิดทางเข้าออกชายหาดสาธารณะ ส่งผลให้ชาวภูเก็ตดั้งเดิมไม่มีสิทธิแม้แต่จะเดินเข้าไปพักผ่อนหย่อนใจบนชายหาดที่บรรพบุรุษของตนเคยใช้ประโยชน์ ชายหาดกลายเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของนักท่องเที่ยวต่างชาติกำลังซื้อสูง ขณะที่คนท้องถิ่นถูกเบียดขับให้กลายเป็นเพียง “ฟันเฟือง” ในภาคบริการ เป็นคนนวดแผนโบราณ พนักงานทำความสะอาด หรือลูกจ้างรับใช้ในบ้านและบนแผ่นดินเกิดของตนเอง 

เมื่อนำสภาวะอันเจ็บปวดของชุมชนมาพิจารณาร่วมกับรายงานยุทธศาสตร์ล่าสุดของธนาคารโลก (World Bank Group) เรื่อง “Building Thailand’s Future Today” (2026) จะพบ ความย้อนแย้งเชิงนโยบาย ที่สถาบันการเงินระดับโลกแห่งนี้กำลังกดดันเร่งรัดให้รัฐบาลไทยเดินหน้า:

1.  ธนาคารโลกวิเคราะห์ถึง “ความยั่งยืน” แต่กลับผลักดัน “การท่องเที่ยวหรูหราสำหรับกลุ่มกำลังซื้อสูง”

ในด้านหนึ่ง รายงานของธนาคารโลกพยายามแสดงความห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อม โดยระบุว่าบริการทางระบบนิเวศ (Ecosystem Services) ของป่าไม้และชายฝั่งสร้างมูลค่าสูงถึง 3.33 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ร้อยละ 6.1 ของ GDP) และยอมรับว่าโมเดลการท่องเที่ยวในอดีตได้สร้างรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อมรุนแรง โดย จังหวัดภูเก็ตสูญเสียพื้นที่ป่าไปถึงเกือบ 1 ใน 3 (ร้อยละ 32) ในช่วงปี 2001–2020

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ธนาคารโลกกลับเสนอแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่าน “5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต”  โดยกดดันให้ไทยปรับเปลี่ยนโมเดลท่องเที่ยวจาก “ปริมาณสู่มูลค่า” (Value over Volume) ผ่าน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและบริการหรูหรา (Sustainable & Wellness Tourism / Luxury Segment) รายงานของธนาคารโลกชี้ชวนให้รัฐบาลสนับสนุนกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความมั่งคั่งสูง (High-Net-Worth Individuals) การใช้จ่ายในโรงแรมระดับลักชัวรี และการสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวราคาแพง

ความย้อนแย้งอยู่ตรงนี้ แผนนโยบายที่ธนาคารโลกหนุนหลัง คือเชื้อเพลิงอย่างดีที่กระตุ้นให้เกิดโครงการอย่างท่าเรือยอร์ชมารีน่า ศูนย์สุขภาพเอ็กซ์คลูซีฟ และรีสอร์ตหรูพันล้านทั่วภูเก็ต ซึ่งเป็นตัวการหลักในการกว้านซื้อที่ดิน กีดกันประมงพื้นบ้าน ทำลายป่าชายเลนและแนวปะการัง การเสนอให้ยกระดับสู่ “การท่องเที่ยวหรูหรา” จึงเป็นการตอกย้ำโครงสร้างเศรษฐกิจที่เบียดขับคนจนให้รุนแรงยิ่งขึ้น โดยอ้างคำว่า “ยั่งยืน” บังหน้า

2. มายาคติเรื่อง “คาร์บอนเครดิต” (Carbon Credit / Blue Carbon): เครื่องมือฟอกขาวของทุนนิยม

ในขณะที่ธนาคารโลกและรัฐบาลเร่งรัดให้มีการเพิ่มพื้นที่กักเก็บคาร์บอนและผลักดันตลาดคาร์บอนเครดิต (Blue Carbon) ในป่าชายเลน พ่อประดิษฐ์ พวงเกษ ได้มองทะลุมายาคติของทุนนิยมสีเขียวไว้อย่างแหลมคมว่า:

“เรื่องของคาร์บอน… จริงๆ แล้วก็เป็นกระบวนการลวงโลกทั้งหมด แค่เป็นการฟอกขาวให้กับกลุ่มทุนพลังงาน กลุ่มทุนที่พยายามสร้างคาร์บอน… ตัวเองมือหนึ่งก็พยายามขุดฟอสซิล ฝั่งนี้ก็ทำลาย ฝั่งนี้ก็บอกอนุรักษ์ เพื่อให้ตัวเองดูดีในภาพของสังคมโลก… ถ้าป่าเรา เราดูแลเอง เราใช้มันเอง รักษามันเอง มันจะยั่งยืนกว่า”  

ข้อวิพากษ์ของพ่อประดิษฐ์ชี้ให้เห็นว่า โครงการคาร์บอนเครดิตและเขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่รัฐและสถาบันการเงินสากลชี้นำ มักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือยึดครองป่าและชายฝั่ง ร้องขอเงินอุดหนุนเพื่อฟอกขาวให้บรรษัทข้ามชาติ แต่กลับกีดกันชาวบ้านที่ดูแลป่ามาเป็นร้อยปีไม่ให้เข้าถึงทรัพยากร ในขณะเดียวกันก็ปล่อยให้ทุนท่องเที่ยวหรูเข้ามาขุดลอกปะการังสร้างท่าเรือยอร์ชได้อย่างย้อนแย้ง

3. สภาพบังคับให้กลายเป็น “ผู้รับใช้ในบ้านของตนเอง”

รายงานธนาคารโลกยอมรับเองว่า งานในภาคการท่องเที่ยวและบริการของไทยส่วนใหญ่ (กว่าร้อยละ 80) เป็นงานนอกระบบ ค่าจ้างต่ำ และมีผลิตภาพต่ำ แต่แนวทางการแก้ไขของธนาคารโลกที่เน้นการดึงดูดทุนหรูหรา กลับยิ่งซ้ำเติมให้ชาวภูเก็ตดั้งเดิมสูญเสียสิทธิในการถือครองที่ดินและสิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง ชาวประมงพื้นบ้านที่มีศักดิ์ศรีและมีความมั่นคงทางอาหาร ถูกบีบให้เลิกลอยอวน แล้วเปลี่ยนตัวเองไปเป็นพนักงานทำความสะอาดในรีสอร์ตพันล้าน เป็นคนขับเรือยอร์ชให้นายทุน หรือเป็นคนนวดเท้าให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ—กลายเป็นเพียงผู้รับใช้ในบ้านของพวกเขาเอง โดยไร้สิทธิไร้เสียงในโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่

บทสรุป: หยัดยืนด้วยศักดิ์ศรี บนผืนป่าและท้องทะเลของชาวบ้านอ่าวกุ้ง

เมื่อแสงแดดต้องผืนน้ำยามคลื่นลมสงบของอ่าวกุ้ง ภาพเรือประมงพื้นบ้านขนาดเล็กที่ค่อยๆ ลอยลำออกจากชายฝั่ง คือลมหายใจจริงของภูเก็ตที่ยังคงเต้นอยู่ สำหรับชาวบ้านอ่าวกุ้ง ผืนป่าชายเลน 584 ไร่ และแนวปะการังใต้น้ำ ไม่ใช่ “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ” ที่รอให้ใครมาตีมูลค่าเป็นคาร์บอนเครดิต ไม่ใช่ “พื้นที่ว่างเปล่า” ที่จะถูกขุดลอกเพื่อทำร่องน้ำเรือยอร์ช และไม่ใช่ “ฉากหลัง” สำหรับการท่องเที่ยวหรูหราของคนเฉพาะกลุ่ม

สิ่งที่ชาวบ้านอ่าวกุ้งปกป้องมาตลอดหลายสิบปี จนได้เห็นนากทะเลและโลมาบินกลับคืนถิ่น ไม่ใช่เพียงตัวเลขผืนป่าในรายงานวิชาการ หากแต่คือ “หม้อข้าว” ที่หล่อเลี้ยงทุกชีวิตในยามยาก คือ “หลักประกันความมั่นคง” ที่ทำให้ลูกหลานมีกินโดยไม่ต้องกู้หนี้ยืมสิน และคือ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ของประมงพื้นบ้านที่ปฏิเสธจะถูกบีบบังคับให้ละทิ้งวิถีบรรพบุรุษ เพื่อไปเป็นเพียงลูกจ้างราคาถูกในภาคบริการ

ในวันที่แผนพัฒนาจากองค์กรระดับโลกอย่างธนาคารโลก หรือนโยบายรัฐพยายามเร่งรัดให้ภูเก็ตมุ่งสู่ “ความหรูหราที่ยั่งยืน” ชุมชนบ้านอ่าวกุ้งได้ทำให้เห็นแล้วว่า ความยั่งยืนที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากวาทกรรมฟอกเขียว หรือการเปลี่ยนชายหาดสาธารณะให้กลายเป็นเอกสิทธิ์ของคนมีเงิน หากแต่เกิดจากการเคารพวิถีชีวิตคนเล็กคนน้อย และการยอมรับสิทธิของชาวบ้านในการดูแลรักษาบ้านของตนเอง และถูกตัดขาดจากหลังพิงทางทรัพยากร

ชาวบ้านอ่าวกุ้งไม่ได้ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง และไม่ได้ปฏิเสธคนนอกที่เข้ามาเยือน แต่สิ่งที่พวกเขาปฏิเสธ คือโมเดลการพัฒนาที่มองไม่เห็นหัวคนท้องถิ่น—โมเดลที่พยายามยึดท้องทะเล ปิดกั้นชายหาด แล้วผลักไสให้เจ้าของบ้านเดิมต้องกลายเป็นเพียง “ผู้รับใช้ในบ้านของตนเอง”  ท่าเรือยอร์ช รีสอร์ตพันล้านและหน้ากากสีเขียวของคาร์บอนเครดิตไม่สามารถทดแทนอธิปไตยทางอาหารของชุมชนได้  เสียงของคนอ่าวกุ้งทุกรุ่น ก็จะยังคงยืนหยัด ยืนยันสิทธิในการหาอยู่หากินอย่างมีศักดิ์ศรี บนแผ่นดินและท้องทะเลบรรพบุรุษแห่งนี้ต่อไป

ข้อมูลอ้างอิง: 

  • ประวัติชุมชนบ้านอ่าวกุ้ง, ศูนย์ประสานงานโครงการอนุรักษ์ พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
  • ผลงานรางวัลลูกโลกสีเขียว : กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนชุมชนบ้านอ่าวกุ้ง จังหวัดภูเก็ต | เว็บไซต์สถาบันลูกโลกสีเขียว
  • กระทู้ถามที่  274  ร. ๒๖   มกราคม   ๒๕๖๕ สภาผู้แทนราษฎร 1  กรกฎาคม  ๒๕64 ปัญหาการท าท่าเรือมารีน่า  และการขุดลอกร่องน้ำที่อ่าวกุ้ง  หมู่ที่  9  ต าบลป่าคลอก   อ าเภอถลาง  จังหวัดภูเก็ต 
  • ถอน ‘EIA’ ท่าเรือยอร์ช ‘อ่าวกุ้ง’ กระทบทุ่งปะการัง 62 ไร่ – ศูนย์ข้อมูล&ข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ) 
  • ทช.ชี้ปะการังอ่าวกุ้ง-ป่าชายเลนสมบูรณ์ไม่เหมาะสร้างท่าเรือ | Thai PBS News ข่าวไทยพีบีเอส 
  • กรมทะเล ร่วมกับ กสม. หารือแนวทางบริหารจัดการพื้นที่อ่าวกุ้ง จังหวัดภูเก็ต – กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง  
  • EIA คลุมดำคืออะไร ?, กองเลขาสมัชชาคนจน
#สมัชชาคนจน#บทความ
แชร์: